สิงห์เหนือ เจอ เสือใต้
- - -
มีเบียร์หมื่นลิตรเป็นเดิมพัน !!

ผ่านไปอย่างหืดขึ้นคอ...แฟนหงส์คงโล่งอกลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ ตามประสาหงส์แดง (ที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์ )...ยังไงก็ดีใจด้วยที่ไม่แพ้...อิอิ

ส่วนเจ้าหนู คงลุ้นต่อ 2 ทุ่มครึ่ง "เสือใต้" จะปะทะ "สิงห์เหนือ"

บาเยิร์น กะ ฮัมบูรก ที่ 1 และ ที่ 2 ของตาราง
แม้ว่าจะเพียงแค่ต้นๆ ของบุนเดส แต่ 2 ทีมนี้มาเจอกันทีไร ก็ไม่ผิดหวัง เรียกได้ว่า เป็นบิกแมตช์ประจำลีกก็ว่าได้

แต่ที่น่าสนุกกว่านั้นค่ะ
ด้วยความที่เสือใต้ยังไม่เคยแจกแต้มให้ใคร มา6 นัดติดต่อกันแล้ว บวกกับเทศกาลออคโทเบอร์เฟส (Oktoberfest) เพิ่งจะเริ่มไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทางบิลด์ (Blid) นิตยสารข่าวชื่อดังของเยอรมัน ก็ร่วมมือกับบิตบัวเกอร์ (Bitburger) บริษัทเบียร์รายใหญ่ของออกมาประกาศว่า ถ้าทีมไหนคว่ำบาเยิร์น มืนเชิน (หรือบาเยิร์น มิวนิก) ลงได้เป็นทีมแรก บริษัทจะแจกจ่ายเบียร์ 10,000 ลิตร ให้กับแฟนๆ ทีมนั้นเลยค่ะ

แฟนๆ ทีมที่มีโอกาสลุ้นเบียร์ 10,000 ลิตรเป็นทีมแรกก็คือ สิงห์เหนือ ฮัมบรัวเกอร์ หรือ ฮัมบูร์ก เอสวี ในคืนนี้แหละค่ะ

แต่ถ้าคืนนี้ยังชนะไม่ได้ บิตบัวเกอร์ก็จะเพิ่มให้อีก 1,000 ลิตรในนัดถัดไป และถัดๆ ไป ถ้ายังไม่มีใครล้าคว่ำบาเยิร์นของเจ้าหนูไปได้

แม้ไม่ได้อยู่เยอรมันกะเขา แต่ก็ลุ้นอยากลุ้นค่ะว่าแฟนๆ ทีมไหนจะได้ดื่มเบียร์ฟรี

อิอิ...เจ้าหนูว่า สงสัยบิตบัวเกอร์ต้องได้ปิดโรงเบียร์แจกตอนจบฤดูกาลแหง๋ !!



minnie the mouse
24 ก.ย. 2548 เวลา 20:42 น.


edit @ 2005/09/24 21:46:48

== the open window ==

posted on 23 Sep 2005 03:36 by minniethemouse  in book

the open window
=====================================
หน้าต่างที่เปิดอยู่ 
=====================================

เดี๋ยวคุณป้าจะลงมาค่ะ คุณนัตเทล  สาวน้อยวัย ๑๕ ท่าทางมั่นใจในตนเองกล่าว ตอนนี้คุณต้องทนคุยกับดิฉันไปพลางๆ ก่อนค่ะ

     แฟรมตัน นัตเทล พยายามปั้นคำพูดขอบคุณและกล่าวชื่นชมหลานเจ้าของบ้านตามมารยาท ขณะเดียวกันก็ไม่ให้เสียมารยาทต่อผู้เป็นป้าที่กำลังจะได้พบด้วย  แต่ในใจนั้นเขารู้สึกสงสัยยิ่งกว่าที่เคยสงสัยเสมอว่า การใช้มารยาทมาเยี่ยมเยียนผู้ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนแบบนี้ จะช่วยให้จิตใจของเขาสงบลงได้จริงหรือ

     ฉันรู้ดีว่ามันเป็นยังไง  พี่สาวของเขาพูดตอนที่เขาบอกว่าจะไปใช้ชีวิตเงียบๆ ที่ชนบทแห่งนี้ เธอจะหมกตัวเองอยู่ที่นั่น ไม่สุงสิงกับใครเลย  ทีนี้ประสาทเธอจะยิ่งแย่ลงเพราะความเหงาหงอย  เอางี้ ฉันจะเขียนจดหมายแนะนำเธอไปถึงคนที่ฉันรู้จักที่นั่น  เท่าที่จำได้ก็พอมีคนนิสัยรับแขกอยู่เหมือนกัน

     แฟรมตันยังสงสัยอยู่ว่าคุณนายแซปเปิลตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับจดหมายแนะนำตัว จะจัดเข้าประเภทคนนิสัยรับแขกที่ว่าหรือเปล่าหนอ

     คุณรู้จักคนที่นี่เยอะไหมคะ  เด็กสาวถามขึ้น หลังจากเห็นว่าต่างเงียบงันกันไปนานแล้ว

     ไม่รู้จักใครเลยครับ  แฟรมตันตอบ เพียงแต่พี่สาวผมเคยช่วยงานในโบสถ์ที่นี่เมื่อสักสี่ปีก่อนน่ะครับ  เลยเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ผมมาทำความรู้จักคนที่นี่  น้ำเสียงตอนท้ายของเขาส่อแววผิดหวังอย่างชัดเจน

    แสดงว่าคุณไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคุณป้าเลยสิคะ  เด็กสาวผู้มีท่าทางเยือกเย็นถามต่อ

    ครับ ผมทราบเฉพาะชื่อกับที่อยู่ของท่านเท่านั้นเอง  แขกผู้มาเยือนยอมรับ  เขาเดาว่านางแซปเปิลตันคงแต่งงานแล้วหรือไม่ก็เป็นม่าย เพราะลักษณะบางอย่างในห้องนี้บ่งบอกว่ามีผู้ชายอาศัยอยู่

    เรื่องเคราะห์ร้ายของคุณป้าเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนค่ะ ตอนนั้นพี่สาวคุณคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว  เด็กสาวเล่า

    เคราะห์ร้ายหรือครับ  แฟรมตันถาม เขารู้สึกว่าในชนบทอันสงบเงียบเช่นนี้ไม่น่าจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นได้

    คุณคงสงสัยว่าทำไมเราถึงเปิดประตูทิ้งไว้อย่างนั้น ทั้งที่เป็นตอนเย็นใกล้หน้าหนาว  ผู้เป็นหลานสาวพูด พลางชำเลืองมองประตูแบบฝรั่งเศสบานใหญ่ที่เปิดออกไปทางสนามหญ้า

    ช่วงนี้อากาศออกจะร้อนไปหน่อย แต่ประตูบานนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเคราะห์ร้ายของท่านหรือครับ  แฟรมตันถาม

    ในวันนี้แหละค่ะ เมื่อสามปีก่อน คุณลุงกับน้องชายอีกสองคนของคุณป้าเดินออกจากประตูด้านนี้ไปล่าสัตว์กันในป่า  แล้วก็ไม่กลับกันมาอีกเลย  ระหว่างเดินตัดทุ่งไปยังจุดที่ซุ่มยิงนกปากส้อมเป็นประจำ พวกเขาพลัดตกลงไปในหล่มโคลนดูด  ช่วงนั้นเป็นหน้าร้อนแต่ฝนกลับตกลงมาอย่างหนัก  พื้นดินที่เคยเดินกันได้อย่างปลอดภัยก็เปลี่ยนไปโดยไม่มีใครทันสังเกต   ร่างของพวกเขาทั้งสามคนเลยยังจมอยู่ที่นั่น นี่แหละค่ะที่น่ากลัวที่สุด  ถึงตอนนี้เสียงของเด็กสาวคลายความมั่นอกมั่นใจลง และเปลี่ยนเป็นตะกุกตะกักเหมือนผู้คนทั่วๆ ไป

    แต่คุณป้าของดิฉันคิดอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขาจะกลับมา พร้อมกับเจ้าหมาพันธุ์สแปนเนียลสีน้ำตาลตัวเล็กๆ นั่นด้วย  คุณป้าคิดว่าไม่วันใดก็วันหนึ่งพวกเขาจะกลับเข้ามาทางประตูนั้นเหมือนทุกครั้ง  นี่แหละค่ะเราถึงเปิดประตูนั่นไว้จนค่ำทุกวัน  ดิฉันสงสารคุณป้าเหลือเกิน คุณป้าเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าตอนที่ออกไปคุณลุงถือเสื้อกันฝนสีขาวพาดแขนไว้ ส่วนคุณน้ารอนนี่น้องชายคนเล็กของคุณป้าก็ร้องเพลง  เบอร์ตี้ ทำไมเธอต้องกระโดด  คุณน้าชอบล้อคุณป้า เพราะคุณป้าบอกว่าฟังเพลงนี้ทีไรปวดหัวทุกที  จริงๆ นะคะ เวลาเย็นๆ เงียบๆ แบบนี้ บางครั้งดิฉันก็รู้สึกสะดุ้งวาบขึ้นมา เหมือนพวกเขากำลังจะเดินเข้ามาทางประตูบานนั้น...

    เสียงเธอขาดหายไปพร้อมกับห่อไหล่ด้วยอาการหวาดกลัว  แฟรมตันรู้สึกโล่งอกอย่างยิ่งที่ตอนนั้นเองคุณป้าคนที่เธอกล่าวถึงก็เดินฉับๆ เข้ามาในห้อง และขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ที่ลงมาช้า

    คุยกับวีร่าคงไม่เบื่อนะคะ เธอถาม

    อ๋อ!ไม่เลยครับ เธอคุยสนุกมาก แฟรมตันตอบ

    คุณคงไม่ว่าอะไรนะคะที่เราขอเปิดประตูไว้อย่างนั้น  นางแซปเพิลตันพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใสร่าเริง สามีกับน้องชายของดิฉันกำลังจะกลับมาจากยิงนก แล้วก็ชอบเดินเข้ามาทางประตูด้านนี้แหละค่ะ  วันนี้เขาออกไปยิงนกปากส้อมกันที่หนองน้ำ  เดี๋ยวพอกลับมาพรมดิฉันคงเลอะโคลนดูไม่ได้แน่ๆ เลย  พวกผู้ชายก็เป็นเสียอย่างนี้แหละ  จริงไหมคะ

    เธอเล่าต่อไปอย่างอารมณ์ดีเรื่องการยิงนก  เรื่องที่นกหายากขึ้นทุกวันๆ  และเรื่องโอกาสที่จะยิงเป็ดป่าได้ในหน้าหนาว  แฟรมตันฟังแล้วก็ขนลุกตัวเย็นเยียบ  เขาพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปคุยเรื่องที่น่ากลัวน้อยกว่านี้ แต่ดูจะไม่เป็นผล  เขารู้สึกว่าหญิงเจ้าของบ้านไม่ได้ใส่ใจที่ตัวเขาสักเท่าไหร่ เพราะสายตาเธอมักจะมองข้ามเขาไปที่ประตูบานที่เปิดอยู่และสนามหญ้าทางด้านหลังอยู่เสมอๆ  โชคร้ายเสียจริงที่เขาจำเพาะจะต้องมาเยี่ยมเธอในวันครบรอบของเหตุการณ์ครั้งนี้

    หมอทุกคนที่ผมไปรักษาสั่งให้ผมพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่ให้รู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องอะไรทั้งสิ้น แล้วก็ห้ามออกแรงทำอะไรหนักๆ ด้วยครับ  แฟรมตันเล่า พยายามหลอกตัวเองว่า คนที่ไม่รู้จักกันเลยและคนรู้จักห่างๆ ย่อมอยากรู้อยากเห็นรายละเอียดยิบย่อยเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงสาเหตุและการรักษา  ส่วนเรื่องอาหาร พวกเขาไม่ค่อยเห็นตรงกันเท่าไหร่ครับ

    เหรอคะ นางแซปเปิลตันเอ่ยขึ้น หลังจากที่ทำท่าเหมือนจะหาวออกมาแต่รู้ตัวทันเสียก่อน  แล้วทันใดนั้นเธอก็มีท่าทางตื่นเต้นดีใจกับอะไรบางอย่าง  แต่ไม่ใช่เรื่องที่แฟรมตันเล่าแน่

    กลับกันมาแล้ว! เธอร้องขึ้น ทันเวลาน้ำชาพอดีเลย  ดูซิ เลอะโคลนไปหมดทั้งตัวจริงๆ ด้วย

    แฟรมตันเกิดอาการตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเด็กสาวด้วยสายตาที่ตั้งใจจะแสดงความเห็นใจ แต่เด็กสาวกลับจ้องไปนอกประตู แววตาตกตะลึงพรึงเพริดด้วยความกลัว  แฟรมตันรีบหันขวับไปทางนั้น

    ท่ามกลางแสงขมุกขมัวตอนย่ำค่ำ ร่างคนสามคนกำลังเดินตัดสนามตรงมาที่ประตู ทุกคนถือปืนอยู่ในมือ  คนหนึ่งในนั้นมีเสื้อกันฝนสีขาวพาดอยู่บนบ่าด้วย และหมาสแปนเนียลสีน้ำตาลท่าทางเหนื่อยอ่อนก็วิ่งตามหลังทั้งสามมาติดๆ  ทั้งหมดเดินเข้ามาในบริเวณบ้านอย่างเงียบๆ  และแล้วเสียงแหบห้าวของชายหนุ่มก็ครวญเพลงดังมาจากแสงโพล้เพล้นั้น

    ว่าไงเบอร์ตี้ ทำไมเธอต้องกระโดด

    แฟรมตันผวาคว้าไม้เท้ากับหมวกแล้ววิ่งผ่านประตูห้องโถงออกไปที่ถนนโรยกรวด และออกประตูหน้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว   ชายคนหนึ่งที่ถีบจักรยานสวนทางมาถึงกับต้องหักหลบเขาไปชนรั้วต้นไม้ข้างทาง

    กลับมาแล้วจ้ะที่รัก  ชายคนที่มีเสื้อฝนพาดบ่าพูดขึ้นขณะที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา เลอะโคลนหนักหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็แห้งแล้วล่ะ  คนที่วิ่งหายไปนั่นใครรึ

    คุณนัตเทลค่ะ  เป็นคนแปลกเอาการ  คุยแต่เรื่องอาการป่วยของตัวเอง  แถมพอคุณมาก็กระโจนพรวดออกไปไม่ล่ำลา  ทำยังกะเห็นผียังงั้นแหละ

    หนูคิดว่าคงเพราะหมาน่ะค่ะ  ผู้เป็นหลานสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง  เขาบอกว่าเขาเป็นคนกลัวหมา  เห็นว่าเคยถูกหมาข้างถนนฝูงหนึ่งไล่จนเข้าไปติดอยู่ในสุสานที่ไหนสักแห่งริมแม่น้ำคงคา ต้องนอนอยู่ในหลุมศพที่เพิ่งขุดใหม่ๆ ทั้งคืน หมาฝูงนั้นก็แยกเขี้ยวคำรามขู่เขาอยู่ที่ปากหลุม  ก็น่าเห็นใจนะคะ  เขาเลยกลายเป็นคนกลัวหมาถึงขนาดนี้

    การแต่งนิยายแบบสดๆ ร้อนๆ คือความสามารถพิเศษของหลานสาวนางแซปเปิลตันคนนี้

=====================================
ซากี  เขียน
รัชยา เรืองศรี แปล

=====================================

นอนไม่หลับค่ะ สถานการณ์บ้านเมืองระหว่างวันที่แสนจะเคร่งเครียด สถานการณ์ชีวิตก็แสนจะตึงเครียด...เลยงงๆ มึนๆ เอาแต่คิดหน้าคิดหลัง ทบๆ ทวนๆ วางแผนชีวิตพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า ... โอยสารพัด...เลยนอนไม่หลับ

คว้าหนังสือ "เรื่องเล่าของซากี" (The Best Of Saki) ซื้อมา 2 เดือนแล้ว แต่ก็เอามาอ่านขำขำ แก้เครียด เรื่องหน้าต่างที่เปิดอยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ...



ซากี...เป็นนักเขียนเรืองสั้นค่ะ ตลกร้าย หักมุมท้ายเรื่อง แบบอึ้งๆ ขำๆ คาดไม่ถึงบ้าง เพราะเรื่องส่วนใหญ่ของซากีเป็นเรื่องสั้นนี่แหละค่ะ เลยอ่านง่ายอ่านไว บวกกับออกแนวตลกขบขันเสียส่วนใหญ่
ที่สำคัญ น่าจะเป็นเรื่องสั้นชนิดถูกนิยามเรื่องสั้นตามที่เรียนมาจากตำราหลักภาษาเลยก็ว่าได้...

ถ้าอยากรู้จักซากีให้มากกว่านี้ก็พึ่งพาวิกิพีเดียได้เลย
http://en.wikipedia.org/wiki/Saki

แต่
ถ้าใครสนใจเรื่องสั้นขำๆ แบบอื่นของซากี แต่ยังไม่อยากไปหาซื้อหนังสือ ก็เข้าไปอ่านเรียกน้ำย่อยได้ที่เว็บวรรณกรรมเลยค่ะ http://www.wanakam.com/listauthor.asp?rP=4 มีเรื่องแปลของซากีอยู่ 3-4 เรื่อง (หรือถ้าใครอยากอ่านเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็มีนะคะ...)

==============================

ช่วงนี้ในบ้านและนอกบ้านตึงเครียด...หาไรขำขำมาช่วยผ่อนคลายบ้างก็ดี...

 

minnie the mouse
23 ก.ย. 2548 เวลา 02:39 น.

พิษ...พิซซ่า และยาระบาย

posted on 31 Jul 2005 16:16 by minniethemouse

เจ้าหนูเป็นคนธาตุอ่อนคะ ไวต่อสารพิษและแบคทีเรียทุกชนิดที่ตกสู่กระเพาะอาหาร
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...อาหารรสจัด - - - ไม่จำเป็นหรือไม่อยากจริงๆ ก็ห่างๆ กันไว้ก็ดี

ด้วยสภาพกระเพาะอาหารที่บอบบางเช่นนี้...ชีวิตเจ้าหนูส่วนใหญ่จึงวนเวียนอยู่ที่อาหารต่างชาติ และ "ไม่เผ็ด"ถ้าอาหารนอกบ้าน แต่ก่อนก็จะเลือกทานเป็นขนมปัง เบเกอรี่ไปเลยค่ะ ข้าวปลาอาหารถ้าไม่นั่งตามร้านอาหาร ภัตตาคารก็จะไม่ค่อยรับประทาน
ฟังดูดัดจริตนะคะ...แต่ถ้าใครมีปัญหากับอาหารการกินอย่างเจ้าหนูคงเจ้าใจว่าทำไมเรื่องมากนักกับเรื่องเลือกที่กิน

แต่ช่วงหลังๆ เริ่มเลือกน้อยลงค่ะ ด้วยเพราะหน้าที่การงาน ที่อยู่ในสภาพเรื่องมาก แบบ "คุณนาย" ไม่ได้ (ฉายาอันน่าปลาบปลื้มที่เพื่อนๆ เรียกขานในสมัยเรียน) อาศัยกินอ่อนๆ ไม่เผ็ด และพกยาติดตัว พร้อมป้องกันและแก้ไขทันที

ปกติ...เจ้าหนูจะฝากท้องประจำตามร้านรวงต่างๆ บนห้างสรรพสินค้า พวกฟาสต์ฟู้ดส์ทั้งหลาย อย่างที่รู้จักกันดี ทุกร้านทุกยี่ห้อ เจ้าหนูก็วนเวียนใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ครั้งนี้ก็เช่นเดิม...เจ้าหนู คุณแม่ และคุณน้องก็นัดแนะปาร์ตี้มื้อเที่ยงที่ร้านพิซซ่า
เราก็กินโน่น นี่ นั่น ตามปกติเหมือนเดิมๆ
แต่วันนี้ เจ้าหนูเกิดอยากลองของใหม่ค่ะ

"เมนูออร์เดิร์ฟ อาหารทะเล" เจ้าหนูชอบอาหารทะเลเป็นชีวิตจิตใจ...เอาซะหน่อยละกันน่าาาาา

กินไปอย่างเอร็ดอร่อย...ไม่มีสิ่งปกติค่ะ
จนกระทั่งกลับบ้าน...เจ้าหนูเกิดปวดท้องอย่างผิดปกติ

...เอ่อ...ปวดท้องรุนแรง เข้าออกห้องน้ำหลายรอบ อะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในลำไส้...ไหลออกมาหมดเกลี้ยง จนหมดแรง แถมตัวร้อน
เป็นพิษ...จากพิซซ่าอย่างไม่ต้องสงสัย (เพราะของเมื่อวานออกไปหมดแล้ว :P)

แล้วก็ไม่ต้องนึกด้วยว่า จานไหนในร้านพิซซ่าทำพิษ เพราะออเดิร์ฟทะเลอะไรนั่น เจ้าหนูจัดการอยู่คนเดียว คุณแม่กะคุณน้องไม่แตะ...รอดชีวิตไป
ลำพังท้องร่วงก็ทรมานอยู่แล้ว แต่เวรกรรมซ้ำซ้อนกว่านั้นค่ะ

ยาฆ่าเชื้อที่ใช้บริการประจำอยู่ดันหมด (ปกติพกยาจัดการท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อไว้ใกล้มือประจำอยู่) คุณน้องก็แนะนำว่า เอาอีโมเดียมไปพลางก่อน ซึ่งระงับท้องร่วงได้ชะงักนักแล เพราะจะไปช่วยดูดซึมน้ำออกจากลำไส้ใหญ่ให้เรา...แต่นั้นก็จะเป็นหนทางสุดท้ายที่เจ้าหนูเลือกใช้ค่ะ เพราะจะทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมา

แต่คราวนี้กลับต้องยอมพึ่งยาระงับฉุกเฉินไปก่อน...ว่าแล้วเจ้าหนูก็คว้ายามาหนึ่งแผง...อะไรซักอย่าง เดี่ยมๆ นี่แหละ แผงก็หน้าตาเหมือนกันแป๊ะ ซัดเข้าไป 1 เม็ด แล้วนอนดูทีวีจนหลับไป อีกแวบก็ตื่นขึ้นมาด้วยความปวดท้อง...เลยเอาอีกเม็ดดีกว่า จะได้หายไวๆ

อีกสักชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมา พร้อมกับอาการปวดท้องอย่างแรง เข้าห้องน้ำหลายรอบเลยทีนี้...แถมหนักกว่าเดิม ยาที่กินไปนอกจากไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังทำให้แย่ลงอีก
เลยนึกสงสัยค่ะ...ว่ามีอะไรผิดปกติกับยาที่เรากินหรือเปล่า

หยิบยาแผงที่ถูกฉีกออกไป 2 เม็ดเมื่อบ่ายมาดู เอ...ไม่ใช่อีโมเดียม...แต่อะไรเดี่ยมๆ เนี่ย มีรูปกระเพาะอาหารพร้อมลูกศรชี้ลงเป็นสำคัญ...พลิกซ้ายพลิกขวาก็แน่ใจแล้วว่า...เจ้าหนูกินยาระบายเข้าไปค่ะ...จอร์จจจจจ

จากเบาเลยเป็นหนัก

ตอนนี้...(ตี 3 แล้ว) เจ้าหนูก็ยังวนเวียนเข้าออกห้องน้ำไม่เลิก พร้อมดื่มทั้งน้ำชาแก่ๆ แก้อาการ และน้ำเกลือแร่กันหมดแรง
มันทรมานจริงๆ ค่ะ
ที่สำคัญหิวมาก แต่กินอะไรเข้าไป ก็ตรงสู่ลำไส้ออกหมดในเวลาต่อมา...

อ่อ...ขอโทษนะคะ ถ้าไดอารีวันนี้ดูมีกลิ่นและนำไปสู่ภาพไม่พึงประสงค์เกือบทั้งเรื่อง...
แต่เรื่องกินเรืองใหญ่ค่ะ ส่วนตายน่ะเรื่องเล็ก ถ้ากินแล้วตายก็แล้วไป
แต่กินจนอิ่มแล้วจะตายไม่ตายแหล่นี่สิ...

ชนบทอันไกลโพ้น พื้นที่ทุรกันดารมีปัญหาทุพภิขภัย...วันๆ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรยาไส้
ส่วนไอ้คนในเมืองอย่างพวกเราๆ ซึ่งมีของกินล้นหลาม...แต่ไม่รู้ว่าจะกินอย่างไรให้ปลอดภัย

บางทีเรามัวกังวลกับร้านอาหารข้างทาง หาบเร่ แผงลอยว่าจะไม่สะอาด มีมาตรการควบคุมความเหล่าแม่ค้าและแผงต่างๆ นานา หนำซ้ำเกือบทุกครั้งที่พวกเราตัดสินกินอาหารข้างทางก็จะดูแลตัวเอง และพิจารณามากมายเป็นพิเศษ รวมถึงติดตามอาการที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะความไม่มั่นใจว่าอาหารจะสะอาดจริงหรือไม่

ตรงกันข้ามกับร้านรวงหรูหรา บนห้าง ตามโรงแรม ทั้งที่เป็นเฟรนไชน์อ้างมาตรฐานไอเอสโอ เคยเฉลียวใจกันบ้างไหมว่า...ไอเอสโอ มาตรฐานความสะอาดอะไรพวกนี้ อาจจะได้มาประดับหน้าร้าน เพราะมีคุณสมบัติและมาตรฐานเฉพาะแค่วันที่ประเมินเท่านั้น

แต่ก่อนเจ้าหนูใช้บริการร้านสุกี้ชื่อดังเป็นประจำ...แต่พักหลังๆ เริ่มลดน้อย จนแทบจะไม่ค่อยได้เข้าแล้วค่ะ เพราะเริ่มสังเกตตัวเองได้ว่า เจ้าหนูดื่มน้ำเยอะมาก ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้อสุกี้ คือกระหายน้ำอย่างเห็นได้ชัด เชื่อว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของโมโนโซเดียมกูลตาเมตที่ทางร้านอ้างว่าไม่ได้ใส่เลยซักนี๊ดดดดด (แต่กินแล้วก็รู้สึกได้) ตอนแรกก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นบางสาขาเท่านั้น ซึ่งก็จริงค่ะ...บางสาขาใส่น้อย ออกฤทธิ์แค่อยากน้ำ บางสาขาใส่มากจนลิ้นปากชา (ไม่ใช่เพราะน้ำสุกี้ลวกปากแน่นอนค่ะ)

พักหลังๆ เจ้าหนูเลยรู้สึกว่า บางทีส้มตำข้างทางก็มีความเสี่ยงอันตรายพอๆ กับสุกี้บนห้าง...ช่วงหลังถ้าอยากกินผักก็ยอมเสี่ยงกับพาพายาสลัดมากกว่าค่ะ...คิดง่ายๆ ภัยที่มองเห็นเนี่ย อันตรายน้อยกว่าภัยที่มองไม่เห็นนะคะ

แต่ว่าทางที่ดี...ทั้งคุณน้องผู้หญิง คุณพี่ผู้ชายถ้ามีเวลา...แนะนำว่า
ทำกับข้าวกินเองดีกว่าค่ะ
จะสุกมาสุกน้อย ใส่สารเคมีอะไรบ้าง ก็แล้วแต่แพ้หรือชอบอะไร..เต็มที่ แถมช่วยๆ กันทำ สร้างสรรค์มิตรภาพในห้องครัว

อร่อยมาก อร่อยน้อยไม่สำคัญเลยค่ะ....
ถ้ากินแล้วไม่เกิดภาวะทุกขเวทนาจากทุพโภชาอย่างเจ้าหนูในวันนี้...ก็น่าจะพอแล้วมั้งคะ !!


edit @ 2005/07/31 16:20:22